จิตสำนึก ไม่ใช่ยาครอบจักรวาลสำหรับการแก้ปัญหาวัยรุ่น

Posted by

การปลูกจิตสำนึกให้กับเยาวชนเป็นสิ่งสำคัญขนาดไหนสำหรับรัฐไทย?

เรามีกำหนดในแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนฉบับล่าสุด (ปี 2560 – 2564) เขียนไว้ว่า

“เด็กและเยาวชนต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีเหมาะสมตามช่วงวัย ทั้งด้านสุขภาพกายใจ อารมณ์ สังคม และ สติปัญญา มีทักษะการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับศตวรรษที่ 21 รวมทั้งมีความเป็นพลเมืองสร้างสรรค์ ที่สามารถปรับตัวเท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลก มีความรับผิดชอบต่อตนเอง มีจิตสํานึกต่อส่วนรวม และมีส่วนร่วมในฐานะภาคีที่มีพลังใกระบวนการพัฒนาสังคม”

ภาพจาก kapook.com

อ่านเอาแล้วมันก็ดูดี แต่ “จิตสำนึก” ต่อส่วนรวมออกมาเป็นอย่างไรในทางปฏิบัติ?

ดูจากปลายปีที่ผ่านมามีการประกาศผลมาสคอต “คุณธรรม 4 ประการ” ที่ให้คนทั้งประเทศเข้าชิงรางวัล หรือก่อนหน้านี้ก็จะมีฉายหนังสั้น “ไทยนิยม” เพื่อโปรโมตค่านิยม 12 ประการ และอีกหนทางหนึ่งที่ใช้รณรงค์กันอย่างสม่ำเสมอคือใช้โรงเรียนเป็นสื่อกลาง

“ค่านิยมดีๆ ต้องมีในหัวใจ ถ้าเรารักเมืองไทยจดจำไว้ให้ดี ต้องเอาดีให้ได้เกิดเป็นไทยทั้งที ต้องคิดดี ต้องทำดี ต้องทำได้….”

ทุกเช้า ตอนพักเที่ยง และหลังเลิกเรียน ในโรงเรียนที่สังกัดกทม. และสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน เราก็จะได้ยินเพลง “ค่านิยม 12 ประการ” เปิดวนๆ กันไป เช่นเดียวกับตามผนังก็จะมีบอร์ดที่อธิบายค่านิยมที่ว่าติดไว้ ทุกโรงเรียนต้องสอนวิชาพระพุทธศาสนา มีโครงการค่ายธรรมะ และการส่งตัวแทนของแต่ละโรงเรียนไปอบรมเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและโครงการการพัฒนาต่างๆ รวมถึงการให้ทุนและการจัดประกวดสื่อรณรงค์ในประเด็นที่วัยรุ่นเป็นปัญหาเช่น การตั้งครรภ์ในวัยเรียน ปัญหายาเสพติด หรือพฤติกรรมเชิงชู้สาว และเช่นเดียวกับการควบคุมระเบียบทรงผมเครื่องแต่งกาย การฝึกวินัยเหล่านี้นับเป็นหนทางเสริมสร้างคุณธรรมในสายตาของรัฐ

รู้หรือไม่ว่างบประมาณจำนวนไม่น้อยถูกใช้ไปกับกิจกรรมเหล่านั้น – แต่มีใครเคยฉุกคิดหรือเปล่าว่าการสร้างความเข้าใจ ผ่านสื่อรณรงค์ให้ความรู้อย่างเดียว ไม่ใช่ยาครอบจักรวาล

ในทางจิตวิทยา “ความเคยชิน” หรือ Habituation คือสิ่งที่ทำให้คนไม่เปลี่ยนพฤติกรรม แม้ว่าเขาจะรู้ชัดว่าสิ่งที่ทำไม่นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดี แต่เขาไม่สามารถไปจากสิ่งแวดล้อมเดิมที่กระตุ้นให้เขาทำพฤติกรรมที่ไม่ดีได้ ด้วยเหตุนี้ “การมีจิตสำนึกอาจจะไม่ทางแก้ที่ยั่งยืน ถ้าสิ่งแวดล้อมไม่ได้เปลี่ยนแปลง”

ท่าทีสอนสั่งของผู้ใหญ่ (ที่มีอำนาจมากกว่าเด็กโดยธรรมชาติ) ยังทำให้คุณธรรมมาพร้อมกับเผด็จการทางความคิด ที่ถ้านักเรียนไม่ทำตามอาจถูกลงโทษ หรือตัดคะแนนความประพฤติ ผลลัพธ์ที่ได้คือเราสอนให้นักเรียนทำดีเฉพาะตอนที่เสี่ยงจะถูกลงโทษ

คำตามที่น่าสนใจคือ นอกจากการรณรงค์แบบบนลงล่างที่ผู้ใหญ่สอนให้เด็ก “มีจิตสำนึก” แล้ว มีวิธีการอื่นอีกไหม?

มีงานวิจัยของ John Hopkins University ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ลงไปสำรวจชีวิตของเด็กในชุมชนแออัด 5 เมืองใน 5 ประเทศ บัลติมอร์ (อเมริกา) อิบาดัน (ไนจีเรีย) โยฮันเนสเบิร์ก (แอฟริกาใต้) นิวเดลี (อินเดีย) เซี่ยงไฮ้ (จีน) งานวิจัยนี้มองว่า “สิ่งแวดล้อม” มีผลต่อพฤติกรรม ไม่ใช่เพียงแค่เด็กไม่มีจิตสำนึกที่ถูกต้องเพียงอย่างเดียว

ชุมชนแออัดในบัลติมอร์

อย่างเช่นปัญหาวัยรุ่นที่บัลติมอร์และโยฮันเนสเบิร์ก เรื่อง การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องของวัยรุ่นหญิงและยาเสพติดในหมู่วัยรุ่นชาย พบว่าสิ่งแวดล้อมมีส่วนมากๆ วัยรุ่นหญิงที่บัลติมอร์และโยฮันเนสเบิร์กมองว่า การไม่มีพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ การมีห้องว่างๆ การขาดตัวอย่างผู้ใหญ่ที่เป็นแบบอย่างที่ดี และการไม่ไว้วางใจผู้ให้บริการด้านสาธารณสุข เป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การมีเซ็กซ์แบบไม่ป้องกัน

ส่วนวัยรุ่นชายที่โยฮันเนสเบิร์กให้ความเห็นว่า สภาพบ้านที่เต็มไปด้วยกองขยะ และการมีห้องว่าง ไม่มีพฤติกรรมของผู้ใหญ่ที่เป็นแบบอย่าง รวมไปถึงการมีญาติน้องและเพื่อนๆ ที่ใช้ยาเสพติดก็มีส่วนโน้มนำความคิด เช่นเดียวกับการมีค่านิยมในวงสังคมของพวกเขาว่าคนที่ไปหาหมอคือคนอ่อนแอ

สิ่งแวดล้อมที่ว่าทำให้เยาวชนรู้สึกไม่ปลอดภัย และการขาดสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย ทำให้พวกเขาไม่รู้สึกว่าอยากทำความดี เพราะต่อให้ทำดีในส่วนของตัวเองไป ในภาพรวมก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา เยาวชนคนหนึ่งได้ตอบกับผู้วิจัยไว้ดังนี้

ชุมชนแออัดในบัลติมอร์

ผู้วิจัย: อะไรคือปัญหาที่รบกวนจิตใจมากที่สุด

เยาวชน: ผมคิดว่าเป็นเรื่องการที่ต้องอยู่ที่ Hillbrow (โยฮันเนสเบิร์ก) ผมไม่รู้สึกปลอดภัย

ผู้วิจัย: อะไรที่ทำให้คุณรู้สึกไม่ปลอดภัย

เยาวชน: ที่ที่ผมอยู่ตอนกลางคืนผมจะได้ยินเสียงคนกรีดร้องเพราะโดนทำร้าย แถมยังมีเสียงคนพังประตูเข้ามาอีก

วัยรุ่นที่บัลติมอร์ให้คำจำกัดความเกี่ยวกับบ้านตัวเองเอาไว้ว่า

“พวกเพื่อนบ้านในตรอกนี้ มีหนูวิ่งพล่านรอบกองขยะหน้าบ้าน มันน่าขยะแขยง มีบ้านร้างๆ อยู่ข้างๆ บ้านที่มีคนอยู่อาศัย มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขมาทำอะไรบ้างมั้ย ก็ไม่ มีคนเข้าไปอยู่ในบ้านร้างเหล่านั้น ที่พื้นก็มีเข็มฉีดยาเต็มไปหมด”

ตัวอย่างที่ยกมา คงพอทำให้มองเห็นภาพคร่าวๆ ว่าการเป็นวัยรุ่นที่ดีนั้น มีอะไรมากกว่าแค่ตั้งใจเรียนและมีจิตสำนึกที่ดี ทางผู้วิจัยของโครงการดังกล่าวมองว่า คุณภาพชีวิตของวัยรุ่นมีหลายปัจจัยด้วยกัน ดังนี้

ต้นทุนชีวิต: ด้านร่างกาย จิตใจ การเงิน สังคม และวัฒนธรรม

สุขภาวะของชีวิต: สุขอนามัย การใช้ยาและสารเคมีต่างๆ ความปลอดภัยในชีวิต การเข้าถึงโอกาส สุขภาพจิต และสุขภาพในการเจริญพันธ์

ทั้ง 11 ปัจจัยนี้ จะต้องได้รับการพัฒนาสอดคล้องกัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนๆ หนึ่ง ที่มีมากกว่าการมีจิตสำนึกที่ดี

ในแต่ละปีๆ เราคงได้ยินคำขวัญวันเด็ก ที่สะท้อนว่ารัฐบาลแต่ละยุคสมัย คาดหวังว่าอนาคตของชาติควรเป็นอย่างไร ถึงอย่างนั้น ลองเปลี่ยนจากคาดหวัง เป็นการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีไหม? สิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้คนทำสิ่งดีๆ ด้วยความเต็มใจ โดยไม่จำเป็นต้องมีสื่อหรือผู้ใหญ่มาพูดกรอกหู หรือต้องท่องจำค่านิยมอะไรใดๆ เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาวัยรุ่นที่ยั่งยืน

และแน่นอนว่า ถ้าอยากรู้ว่าสิ่งแวดล้อมที่ดีสำหรับวัยรุ่นควรเป็นอย่างไร ลองเริ่มจาก “การรับฟังพวกเขา” ก่อนได้เลย


ลงครั้งแรกที่ Newground สามารถดูต้นฉบับได้ที่นี่

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s